PLG_EVENTGALLERY_SEARCH
แกลอรี่
Search - EasyDiscuss
หมวดหมู่
ข้อมูลติดต่อ
เนื้อหา
ข่าวฟีด
เว็บลิงก์

เปลี่ยนภาษา

เข้าสู่ระบบสมาชิก

เข้าสู่ระบบ  \/ 
หรือ
 เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Facebook  เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Google  เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Twitter
สมัครสมาชิก

หรือ
 เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Facebook  เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Google  เข้าสู่ระบบสมาชิกผ่าน Twitter

      การสูงวัย ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว น่าสิ้นหวัง ท้อแท้หรือสิ้นสุด แต่เป็นสิ่งที่ท้าทายในการสร้างความภาคภูมิใจ ความสุข สดใสในวัยนี้

เมื่อพูดถึงผู้สูงอายุ ภาพที่ผู้คนในสังคมนึกถึงผู้สูงอายุ คือ ความอ่อนแอ ความเปราะบาง ความเจ็บป่วย สุขภาพกายทรุดโทรม จิตใจหดหู่ ท้อถอย ภาพผู้สูงอายุที่นั่งจับเจ่าอยู่บ้าน บนเก้าอี้โยกอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ภาพผู้สูงอายุหน้าตาเศร้าหมอง เหงาหงอย หรือขี้บ่น หงุดหงิด โกรธเกรี้ยวลูกหลาน ฯลฯ มักเป็นภาพเชิงลบ และเข้าใจผิด ในความเป็นจริงผู้สูงอายุมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ตอบแบบสำรวจว่า ตนเป็นผู้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง แม้มีโรคเรื้อรังก็สามารถควบคุมและใช้ชีวิตดูแลตนเองได้เป็นปกติ ความเชื่อของคนในสังคมที่คิดว่าผู้สูงอายุส่วนมากเป็นผู้มีความทุกข์จึงไม่ถูกต้อง และความคิด ความเชื่อของสังคม อาจจะมีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึกของตัวผู้สูงอายุเอง คิดว่า เมื่ออายุเลย 60 ปี แล้ว ตนจะต้องเก็บเนื้อ เก็บตัว ลดกิจกรรมทางสังคม ลดการพบปะเพื่อนฝูง ไม่มีการริเริ่มหรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ต้องคบหาคนใหม่ๆ อยู่ในแวดวงเดิมๆ คุณคิดดูว่า ผู้สูงอายุที่มีอายุถึง 60 ปี ค่าเฉลี่ยของการมีชีวิตต่อไปอีก 20 ปี เป็นเวลายาวนานมาก ใน 20 ปีนี้ถ้าไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ทำอะไรใหม่เลย ชีวิตจะเงียบเหงา อับเฉาเพียงใด

ศิลปะการเป็นผู้สูงวัยนี้ ไม่ยากเกินความสามารถของผู้สูงวัย ทุกคนสามารถทำได้ ดังนี้

1.พบปะสังสรรค์สม่ำเสมอ ผู้สูงอายุจะต้องมีกลุ่ม มีแก๊งของตน เป็นกลุ่มเล็กๆเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันหรือรับประทานอาหารร่วมกัน ทำการกุศล จิตอาสา และอื่นๆ เมื่อได้รับการเชิญชวนจากเพื่อนฝูง เพื่อนนักเรียน เพื่อนที่ทำงาน และกลุ่มต่างๆ ให้มาพบปะควรตอบรับ และถ้าไม่ติดขัดจริงๆ ให้ไปพบปะกลุ่ม แก๊งค์ของตนๆ เสมอ เพื่อเป็นการจุดพลัง เสริมสร้างความสุข เสียงหัวเราะ พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่

2.ออกจากพื้นที่สบายหรือ Comfort Zone คนแต่ละคนจะมีพื้นที่สบายๆในชีวิต เช่น งานที่ทำจนชำนาญหลับตา มองเห็นทะลุปรุโปร่ง เมื่อใดที่คุณ รู้สึกว่าคุณเก่งที่สุดแล้วในที่นั้น ชีวิตว่างเปล่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ชีวิตเดิมๆ ราบเรียบ ทำกิจวัตรเดิมๆเป็นเดือน เป็นปี ไม่มีแรงบันดาลใจ คุณควรจะออกจากพื้นที่สบายและค้นหาความสนุก ตื่นเต้น ค้นหาทักษะ ความรู้ใหม่ๆ ผู้สูงอายุก็เช่นเดียวกัน การออกจากพื้นที่สบายเป็นความท้าทายประการหนึ่ง อาจเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย เช่นเรื่องอาหารการกิน ลองรับประทานอาหารที่หน้าตาแปลกใหม่ รสชาติใหม่ๆ เมนูใหม่ หรือการเดินทางใช้เส้นทางใหม่บ้าง เรียนรู้ทักษะ/ความรู้อื่นด้วย เช่น คุณเกษียนจากงานหนึ่ง อาจไปเรียนรู้ศาสตร์ที่ไม่เคยเรียน/ชำนาญเลย คนที่จบศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ อาจไปเรียนด้านศิลปะ ดนตรี ได้พบความรู้ใหม่ คนใหม่ๆ

3.หยุดบ่น พูดว่า รำคาญสิ่งรอบตัว / การบ่นทุกเรื่องที่เกิดขึ้น มองเห็นทุกสิ่งเป็นภาพลบ มีแต่เรื่องลบๆในชีวิต ทำให้มีความรู้สึกแย่มากกว่าความเป็นจริง เช่น เสียงดังเหลือเกิน หนาวเหลือเกิน ร้อนเหลือเกิน คนแน่นเหลือเกิน คนที่ได้ยิน ได้ฟังเสียงบ่นตลอดเวลา จะรู้สึกหงุดหงิด เพิ่มความรู้สึกแย่ ผู้สูงอายุควรจะพิจารณาว่า สิ่งนั้นแก้ไขได้หรือไม่ บ่นแล้วดีขึ้นมั้ย หยุดบ่นและปล่อยผ่าน สิ่งที่แก้ไขไม่ได้ ก็ไม่ควรบ่นให้ตนและคนอื่นหงุดหงิดเพิ่มขึ้น

4.หยุดพูดถึงปัญหาสุขภาพซ้ำๆซากๆ มีผู้สูงอายุหลายคนมีแนวโน้มจะพูดบ่นถึงปัญหาสุขภาพของตน เป็นประเด็นหลักในการสนทนา พูดคุยกับคนรอบข้าง เพื่อบอกว่าตนมีความทุกข์มากจากร่างกาย ประเด็นการสนทนา จะมีเพียงเรื่องปัญหาสุขภาพประเด็นเดียว การพูดเมื่อลูกหลานหรือคนรอบข้างถามเกี่ยวกับสุขภาพตามสมควร ไม่มากหรือน้อยเกินไป ควรเป็นการพูดเพื่อหาข้อมูลและวิธีการในการดูแลตนเอง แทนการพูดบ่นมากๆ แทนที่ลูกหลานจะดูแลเอาใจใส่ จะเป็นความเบื่อหน่ายแทน

5.หยุดบ่นให้เด็กๆ ลูกหลานหรือคน generationอื่น เป็นธรรมดาของเด็กยุคนี้ที่ต้องใช้สมาร์ทโฟน สื่อสารทางโซเชียลมีเดีย เด็กๆอาจจะไม่พูดคุยกับปู่ย่าแม้นั่งใกล้กัน ผู้ใหญ่ก็ควรเข้าใจเด็กๆ วิธีลดความคับข้องใจของผู้ใหญ่กับเด็ก คือ การทำความเข้าใจวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ควรระลึกไว้ในใจว่า ลูกหลานต้องแข่งขันสูง ในด้านการเรียน การมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัว ต้องใช้เวลาในการเรียน การศึกษามาก อาจจะทำให้มีเวลาน้อยกับปู่ย่า ในการพูดคุยกับลูกหลาน ควรรับฟังลูกหลานให้มาก ไม่จำเป็นที่ปู่ย่าจะต้องเป็นผู้ชนะ เป็นผู้ถูกต้องเสมอ การเป็นผู้รับฟัง เข้าใจอารมณ์ ความรู้สึกของลูกหลาน ให้กำลังใจ ให้ความอบอุ่น ให้แง่มุมการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง ความรัก ความเคารพของลูกหลานจะมีให้แน่นอน

6.เปิดใจให้กับการเรียนรู้อย่างแท้จริง ผู้สูงวัยมักมีปัญหาการใช้เทคโนโลยี ต่อต้านการเรียนรู้สิ่งใหม่ มักจะกลัวเทคโนโลยี(Geriatric Technophobia) อุปกรณ์เครื่องใช้หลายอย่างที่ต้องเรียนรู้ในการใช้ การไม่เรียนรู้จะทำให้เกิดอันตรายได้ การเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ จะทำให้ผู้สูงอายุอยู่ร่วมกับคน generation อื่นได้อย่างมีความสุขมากขึ้น เข้าใจพฤติกรรม ความคิดของคนรุ่นใหม่มากขึ้น

คำพูดที่ว่า “แก่ไม่แก่อยู่ที่ใจ” นี้เป็นเรื่องจริง ผู้ที่นึกคิดต่อตนอย่างไร ก็จะแสดงพฤติกรรมเช่นนั้น การมองสิ่งต่างๆในด้านลบ อารมณ์เสีย ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ ไม่ยืดหยุ่นและขี้บ่น ไม่ได้ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกดี และไม่ได้ทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกดีด้วยเช่นกัน หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ และปฏิบัติตามข้างต้น จะทำให้ผู้สูงอายุเป็นผู้สูงอายุที่มีจิตใจที่แจ่มใส และมีความสุขตลอดช่วงวัย  

-----------------------------------

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

3077689
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวมทั้งหมด
534
2738
3272
3044216
62310
99067
3077689

IP ของคุณ : 54.81.71.68
เวลา : 06:17น. วันที่ : 19-06-2018

สำนักส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต

อาคาร 2 ชั้น 5 กรมสุขภาพจิต

          ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000

เวลา 8.30 ถึง 16.30น.

โทร : 02-149-5550  โทรสาร : 02-149-5549

ติดต่อ/ร้องเรียน